Translate

วันพุธที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ความรู้เกี่ยวกับสิว



สิวเป็นโรคผิวหนังที่เริ่มพบได้บ่อยในวัยรุ่น เกิดจากสาเหตุร่วมกันคือ การอุดตันในรูขุมขนเกิดเป็น โคมิโดน(สิวเสี้ยน) การขยายขนาดและการหลั่งไขมันเพิ่มของต่อมไขมัน ร่วมกับเชื้อแบคทีเรียในขุมขนทำให้เกิด การอักเสบ เป็นตุ่มหนอง



ปัจจัยที่ทำให้เกิดสิว
1. กรรมพันธุ์/อายุ จะพบมากในวัยหนุ่มสาวเนื่องจาก ฮอร์โมนเพศมีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของต่อมไขมัน
2. ยา / เครื่องสำอางบางอย่าง เช่น ครีมบำรุงผิว ครีมกันแดด สบู่บางอย่าง น้ำมันแต่งผม ทำให้เกิดการอุดตันของรูขุมขน
3. การระคายเคือง เช่น การเสียดสี ถูไถ การนวดหน้า การล้างหน้า เป็นต้น
4. อารมณ์เครียด ความกังวล ทำให้สิวเห่อได้
5. อาหารบางชนิด อาจมีส่วนกระตุ้น เช่นผู้ป่วยบางรายจะสังเกตพบว่าสิวเห่อจากการรับประทานอาหารบางประเภท เช่น ถั่ว ของหวาน ของมันๆ ช็อกโกแลต
6. ผู้หญิงหลายคนสังเกตว่า ช่วงมีประจำเดือนสิวเห่อมากขึ้น ซึ่งเกิดจากความเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย

การปฏิบัติตน
1. หลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เกิดสิว เช่น เครื่องสำอางที่เพิ่มความมันบนใบหน้า การนวดและการขัดหน้า
2. ล้างหน้า ฟอกสบู่อ่อนเพียงวันละ 2-3 ครั้งเท่านั้น ไม่ควรฟอกสบู่บ่อยเกินไป เพราะจะระคายรูขุมขนและทำให้สิวเห่อ/อักเสบ ขึ้นได้
3. หากต้องใช้เครื่องสำอางหรือโลชั่น ควรเลือกใช้ ชนิดOil-free ที่ไม่ก่อให้เกิดสิว (nonacnegenic) และไม่ก่อการอุดตัน (noncomedogenic)
4. อย่าบีบ หรือแกะหัวสิวให้แตกเอง เพราะจะทำให้อักเสบมากขึ้น หายช้าลง ทำให้เกิดแผลเป็นได้
5. พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้แจ่มใส ไม่เครียด หรือวิตกกังวลเกินไป
6. ถ้าเป็นสิวหัวหนอง หรือมีการอักเสบมาก ควรพบแพทย์เพื่อจะได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันการเกิดแผลเป็นจากสิว


การรักษาสิว ผู้ป่วยควรจะเข้าใจว่า การรักษาสิวต้องใช้ระยะเวลาพอสมควรในการขจัดการอุดตันของรูขุมขน โดยทั่วไปต้องใช้ยาอย่างสม่ำเสมอนาน 6-8 สัปดาห์ ก่อนจะเริ่มเห็นผลดีขึ้น และมักต้องใช้ยาต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานหลายเดือน

ชนิดของยาแก้สิว
1.ยาทาช่วยลดความมันบนใบหน้าจะลดการอุดตันและการอักเสบได้บ้าง : AHA BHA แป้งน้ำ
2.ยาละลายการอุดตันและโคมิโดน เช่น ยาทากรดวิตามินเอ
3.ยาทาที่ชวยลดเชื้อแบคทีเรียในขุมขน และ ยาทาปฏิชีวนะ ในสิวอักเสบเป็นตุ่มแดง : benzoyl peroxide, clindamycin
4.ยารับประทาน ควรใช้กรณีมีสิวอักเสบมาก หรือมีแผลเป็น โดยยาที่ใช้มักเป็นยากลุ่มปฏิชีวนะ, ยารับประทานวิตามินเอสังเคราะห์ เป็นต้น เนื่องจากยารับประทานรักษาสิวมักจะต้องใช้ติดต่อเป็นเวลาหลายเดือน และพบผลข้างเคียงได้ ดังนั้นควรให้แพทย์เป็นผู้พิจารณาสั่งการรักษา การใช้ยาทารักษาสิว

ยาทาสิวเกือบทุกชนิดอาจทำให้เกิดอาการผิวแดง แห้ง ลอกเล็กน้อยในระยะแรก
บางคนอาจมีสิวเห่อขึ้นได้ในระยะแรก
1. อย่าทายาทันทีหลังล้างหน้าใหม่ๆ ควรรอ 20-30 นาที ให้ผิวแห้งก่อนจะช่วยลดอาการระคายเคืองจากยา
2. ใช้ยาปริมาณเพียงเล็กน้อยทาทั่วบริเวณที่เป็นสิวหลีกเลี่ยงบริเวณผิวอ่อนๆ เช่น ขอบตา, ข้างจมูก, มุมปาก
3. อาจทายาเพียง 30 นาที – 1 ชั่วโมงแล้วล้างออกค่อยๆเพิ่มเวลาขึ้นช้าๆ จนไม่เกิดปัญหาการระคาย
4. หากผิวแห้งหรือระคายสามารถใช้ครีมให้ความชุ่มชื้นที่ไม่ก่อให้เกิดสิว (nonacnegenic) และไม่ก่อให้เกิดการอุดตันรูขุมขน (non comedogenic)ตามแพทย์แนะนำ


ที่มา รามาคลินิค   
 โดย เพ็ญพรรณ วัฒนไกร
พ.บ. ว.ว. (อายุรศาสตร์ ตจวิทยา)
ผู้ช่วยศาสตราจารย์
หน่วยโรคผิวหนัง ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล