Translate

วันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

พฤติกรรมเสี่ยงของผู้หญิงยุคใหม่



ความผิดปกติของโครงสร้างร่างกายส่วนใหญ่ มักเกิดจากการมี “พฤติกรรม” ของการใช้ร่างกายอย่างไม่เหมาะสม โดยเฉพาะระบบข้อต่อ การมีอิริยาบถในชีวิตประจำวันที่ผิดท่าทาง และเกิดขึ้นซ้ำๆ จนทำให้เกิดการเกร็งผิดปกติของกล้ามเนื้อ ซึ่งจะส่งผลต่อกระดูกซึ่งเป็นโครงสร้างหลักของร่างกาย และส่งผลเสียต่อการทำงานของอวัยวะต่างๆ ตามมา การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อให้การทำงานของโครงสร้างร่างกายเกิดความสมดุล จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำควบคู่ไปกับการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การทำจิตใจให้เบิกบาน และการพักผ่อนให้เพียงพอ



สำหรับพฤติกรรมเดิมๆ ที่คุณผู้หญิงอาจทำด้วยความเคยชินเป็นประจำทุกวัน แต่กลับเป็นการทำร้ายโครงสร้างของร่างกายให้เสียสมดุลโดยที่คุณไม่รู้ตัว พฤติกรรมแรกที่เห็นได้อย่างชัดเจน ก็คือ

1. การใส่รองเท้าส้นสูง ซึ่งเป็นที่มาของอาการปวดบริเวณต่างๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น เท้า ที่ต้องทำหน้าที่รักษาสมดุล ความลาดเอียงของรองเท้าส้นสูงที่มีมากเกินไปจะส่งผลต่อกระดูกที่ฝ่าเท้าอาจมีอาการปวดเมื่อยจนอักเสบน่อง ลักษณะการเดินเขย่งเมื่อใส่รองเท้าส้นสูงจะทำให้กล้ามเนื้อน่องสั้นขึ้น บริเวณน่องเกิดความตึงตัว การไหลเวียนของเลือดเกิดการติดขัด ข้อเท้า การขยับข้อเท้าในขณะสวมรองเท้าส้นสูงอยู่นั้น หากทำผิดจังหวะก็อาจทำให้ข้อเท้าแพลงได้ เข่าต้องรับน้ำหนักมากขึ้น อาจทำให้เกิดอาการปวด โรคกระดูก หรือข้อต่ออักเสบ หลัง การใส่ส้นสูงทำให้เดินเหมือนเขย่ง กล้ามเนื้อขาและลำตัวต้องทำงานมากขึ้น บริเวณหลังจะเกิดการแอ่นมาก ซึ่งจะนำมาสู่การปวดหลังนั่นเอง

ดังนั้น การใส่รองเท้าส้นสูงที่เหมาะสมและไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพเท้า จึงควรเป็นรองเท้าที่มีความสูงไม่เกิน 1 นิ้วครึ่ง งานนี้สาวๆ ที่นิยมใส่รองเท้าส้นสูงมากๆ คงต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยด่วน ที่สำคัญอย่าลืมสลับการใส่รองเท้าส้นสูงของคุณกับรองเท้าส้นเตี้ยบ้าง เพื่อให้เท้า ขา เข่า และหลังคุณได้พักบ้าง จะสวยสูงสง่าแล้วก็ต้องไม่ลืมเรื่องสุขภาพด้วย

2. คุณผู้หญิงที่ชอบพกพาของจุกจิกทุกสิ่งทุกอย่างไปด้วยทุกที่ทุกเวลา ก็จัดเป็นอีกหนึ่งพฤติกรรมเสี่ยงเช่นกัน เพราะด้วยความเคยชินที่ต้อง สะพายกระเป๋าหนักๆ ใบนั้น ด้วยไหล่ข้างเดียวนานๆ ทำให้ร่างกายของคุณต้องทำงานหนักเพียงซีกเดียว ซึ่งจะส่งผลให้กระดูกคดได้ ดังนั้นคุณจึงควรหันมาใส่ใจในเรื่องนี้ให้มากขึ้น โดยการนำของที่ไม่จำเป็นออกจากกระเป๋าไปเสียบ้าง และพยายามสลับข้างสะพายบ้าง หรือเปลี่ยนมาใช้วิธีถือแทนการสะพาย เพื่อให้ร่างกายทั้งสองข้างมีความสมดุล

สาวนักชอปคงต้องระวังให้ดี นั่นคือ การหิ้วของหนักๆ ด้วยนิ้วเพียงบางนิ้ว เนื่องจากการใช้นิ้วหิ้วของหนักบ่อยๆ จะทำให้เกิดพังผืดยึดตามข้อนิ้วมือ เพราะกล้ามเนื้อมือและนิ้วเป็นกล้ามเนื้อมัดเล็กมีหน้าที่ในการใช้หยิบจับของเบาๆ หากต้องใช้จับหรือหิ้วของหนักๆ จะทำให้เส้นเอ็นมีการเสียดสีและเกิดพังผืดขึ้นในที่สุด และการหิ้วของหนักมากๆ จะทำให้กล้ามเนื้อมัดอื่นๆ ถูกรั้ง และเกี่ยวโยงไปถึงกระดูกคอ ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งมากกว่าปกติ ซึ่งจะมีผลต่อการทรุดของกระดูกและกดทับเส้นประสาทได้ นอกจากนี้คุณผู้หญิงที่เป็นแม่บ้านก็ควรหลีกเลี่ยงการบิดผ้าซ้ำๆ อย่างรุนแรง เพราะเสี่ยงต่อการที่ปลอกหุ้มเอ็น และเข็มขัดรัดเส้นเอ็นที่นิ้วมืออักเสบ

3. นั่งไขว่ห้าง อาจเป็นเพราะความสบายหรือด้วยท่วงท่าที่ดูสง่าและสวยงามในขณะนั่ง จึงเป็นอีกหนึ่งพฤติกรรมที่สาวๆ นิยมทำกันมาก แต่ทราบหรือไม่ว่าว่าการนั่งไขว่ห้างเป็นการทิ้งน้ำหนักตัวลงที่ก้นข้างใดข้างหนึ่งมากเกินไป ซึ่งจะส่งผลให้กระดูกของบริเวณนั้นคดหรือผิดรูป

4. การนั่งเก้าอี้ไม่เต็มก้น สาวๆที่มักพยายามสงวนท่าทีในการนั่งให้ดูดี หรือเพราะความเคยชินในการการนั่งเก้าอี้แบบไม่เต็มก้น ทราบหรือไม่ว่าคุณกำลังทำให้กล้ามเนื้อหลังของคุณต้องทำงานหนัก เพราะฐานในการรับน้ำหนักตัวแคบเกินไป แต่ในทางตรงข้าม ถ้านั่งเก้าอี้ให้เต็มก้น โดยการเลื่อนก้นให้เข้าไปถึงด้านในสุดจนติดพนักพิง จะทำให้กล้ามเนื้อหลังทำงานน้อยลง และเกิดการรองรับน้ำหนักตัวได้เต็มที่นั่นเอง

5. การนั่งหลังงอห่อไหล่ โดยเฉพาะสาวๆ ที่นั่งทำงานในออฟฟิศซึ่งต้องนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานนานๆ และหลายคนมักจะโน้มตัวไปจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ กระดูกและกล้ามเนื้อของไหล่ หลัง และคอก็จะค่อยๆ พัฒนาตัวเอง คือ กระดูกหลังจะงอ กระดูกไหล่จะห่อเข้า กระดูกคอจะยื่นไปข้างหน้าแบบถาวร เพื่อให้รองรับกับการใช้งานที่เราต้องการได้อย่างสะดวก และเป็นที่มาของโรคข้อกระดูกเสื่อม

6. การนั่งกอดอก สาวๆ ที่ชอบนั่งกอดอกเป็นเวลานานๆ ทราบหรือไม่ว่าคุณกำลังทำให้หลังช่วงสะบักและหัวไหล่ถูกยืดออก หลังช่วงบนจะค่อมและงุ้มไปด้านหน้าทำให้กระดูกคอยื่นไปด้านหน้า ซึ่งมีผลต่อเส้นประสาทที่ไปหล่อเลี้ยงแขน ซึ่งอาจทำให้มืออ่อนแรง หรือมีอาการชาได้ นอกจากนี้ยังมีผลต่อหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองด้วย เพราะถ้ากระดูกคอผิดรูปไปก็จะทำให้กล้ามเนื้อคอเกร็ง การไหลเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงสมองจึงถูกจำกัด ซึ่งจะนำไปสู่อาการปวดศรีษะ หรืออาจทำให้เป็นไมเกรนเรื้อรังได้

7. การยืนหลังแอ่น หรือยืนหลังค่อมจะทำให้แนวกระดูกช่วงล่างแอ่นและทำให้เกิดอาการปวดหลังตามมา การยืนที่ถูกต้อง คือต้องยืนหลังตรง แขม่วท้องเล็กน้อย รวมไปถึงขณะเดินและนั่งก็ควรแขม่วท้องเล็กน้อยอยู่ตลอดเวลา เพื่อเป็นการรักษาแนวกระดูกช่วงล่างไม่ให้แอ่น และทำให้ไม่ปวดหลัง

ยืนพักขา เป็นการยืนโดยทิ้งน้ำหนักตัวลงไปที่ขาข้างใดข้างหนึ่งเพียงข้างเดียว ทำให้กล้ามเนื้อขาข้างนั้นๆ ต้องแบกรับน้ำหนักมากเกินไป และทำให้กระดูกเชิงกรานบิดเบี้ยว ส่งผลให้กระดูกสันหลังคด การยืนที่ถูกต้องคือต้องลงน้ำหนักที่ขาทั้ง 2ข้างเท่าๆ กัน โดยยืนให้ขากว้างเท่าสะโพก จะทำให้เกิดความสมดุลของโครงสร้างร่างกายกล้ามเนื้อขาทั้งสองข้างจะไดรับน้ำหนักเท่าๆ กัน

8. พฤติกรรมการนอน โดยการนอนขดตัว หรือ นอนตะแคง จะทำให้กระดูกสันหลังไม่อยู่ในแนวตรง ซึ่งท่านอนที่ถูกต้อง ก็คือ ท่านอนหงาย โดยให้หน้าขนานกับเพดาน ไม่หงายไปด้านหลัง หรือ งอมาด้านหน้ามากเกินไป หมอนหนุนศรีษะก็ต้องไม่แข็งหรือนิ่มจนเกินไป ควรมีหมอนรองใต้เข่าเพื่อลดความแอ่นของกระดูกสันหลังช่วงล่าง หากจำเป็นต้องนอนตะแคง ให้หาหมอนข้างมาก่าย โดยก่ายให้ขาทั้งหมดอยู่บนหมอนข้างเพื่อรักษาแนวกระดูกให้อยู่ในแนวตรง

จากพฤติกรรมดังกล่าว จะเห็นได้ว่าเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเรามากๆ และส่วนใหญ่มักจะเกิดกับผู้หญิงที่ดำเนินชีวิตด้วยการมีพฤติกรรมเดิมๆ ซ้ำๆ เป็นเวลานาน จนโครงสร้างร่างกายไม่สมดุล เพราะมีร่างกายส่วนหนึ่งที่ต้องทำงานหนัก ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งไม่ได้ทำงานเลยนั่นเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้มักจะส่งผลเป็นอาการปวด และหากเพิกเฉย โดยที่ไม่มีการดูแลรักษา อาการปวดในส่วนนั้นจะพัฒนามากขึ้นจนยากที่จะแก้ไข

ขอบคุณข้อมูล : ผู้จัดการออนไลน์